ช่วงนี้มีหลายท่านเข้ามาปรึกษาเพื่อเตรียมตัวรับการผ่าตัด

โดยเฉพาะผู้ที่ค้นหาข้อมูลมากมายจากอินเทอร์เน็ต... ทั้งจาก YouTube, คาเฟ่ (เว็บบอร์ด) และอื่นๆ

บางครั้งก็มีผู้ที่เชื่ออย่างฝังหัวว่าการทำศัลยกรรมปรับกล้ามเนื้อตา (Ptosis Correction) จะทำให้เกิดผลข้างเคียง 100%

มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือ?

ไม่ใช่เลยครับ การปรับกล้ามเนื้อตาเป็นการผ่าตัดที่ดีมาก แล้วทำไมถึงเกิดผลข้างเคียงขึ้นล่ะ?

ภาพดวงตาจากเคสการปรับกล้ามเนื้อตา

เป็นเพราะวิธีการผ่าตัดที่ไม่เหมาะสม หรืออาจเกิดขึ้นในผู้ป่วยบางรายที่มีความอ่อนไหว (Sensitive) มากเป็นพิเศษ

ขอชี้แจงก่อนว่านี่เป็นประสบการณ์และความคิดเห็นส่วนตัว ซึ่งอาจมีผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างออกไปครับ

ประการแรก กรณีที่ไม่เหมาะสม

1. วิธีการผ่าตัดที่ไม่เหมาะสม

ยกตัวอย่างเช่น การปรับกล้ามเนื้อตาแบบไม่กรีด (Non-incisional Ptosis Correction) โดยส่วนตัวแล้ว วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเพียงเล็กน้อย (ลืมตาได้เกือบปกติ แต่อยากให้ตาดูโตขึ้นอีกนิด)

แต่หากมีการผูกรั้งกล้ามเนื้อมุลเลอร์ (Müller's muscle - ส่วนหนึ่งของกล้ามเนื้อที่ใช้ลืมตา) ผ่านทางเยื่อบุตามากเกินไป อาจทำให้รู้สึกตึงรั้งอย่างรุนแรงได้

ในกรณีเช่นนี้ การเลือกใช้การปรับกล้ามเนื้อตาแบบกรีด (Incisional Ptosis Correction) โดยใช้พังผืดกล้ามเนื้อลืมตา (Levator aponeurosis) ร่วมด้วย จะช่วยลดภาระได้มากกว่ามาก

ภาพอธิบายการปรับกล้ามเนื้อตา

2. ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงระดับปานกลางถึงรุนแรง

ในกรณีนี้ เนื่องจากภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงมีความรุนแรง กล้ามเนื้อที่ใช้ลืมตาจึงไม่มีแรงและขาดความยืดหยุ่นมาตั้งแต่แรก

เป็นความอ่อนแอที่มีมาแต่กำเนิด ยกตัวอย่างเช่น หากเราต้องงอหรือเหยียดแขน แต่นี่คือกรณีที่กล้ามเนื้อแขนไม่พัฒนา

ในกรณีเช่นนี้ ไม่ว่าจะพยายามเพิ่มกล้ามเนื้อไบเซปส์แค่ไหน หากแขนไม่สามารถงอได้ กล้ามเนื้อก็จะไม่พัฒนา เราอาจบังคับให้แขนงอได้ แต่ก็จะเหยียดแขนกลับได้ยาก หลักการเดียวกันครับ

ดังนั้น หากดึงกล้ามเนื้อลืมตา (Levator muscle) มากเกินไป จะทำให้หลับตาไม่สนิท อย่างไรก็ตาม มนุษย์เป็นสัตว์ที่ปรับตัวได้ ไม่ว่าจะหลับตาไม่สนิทแค่ไหน เมื่อเวลาผ่านไปอาการจะดีขึ้นและหลับตาได้ แน่นอนว่าอาจจะลืมตาเวลานอนบ้างเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง

ภาพดวงตาจากเคสการปรับกล้ามเนื้อตา
ภาพดวงตาจากเคสการปรับกล้ามเนื้อตา
ภาพดวงตาจากเคสการปรับกล้ามเนื้อตา

3. เมื่อทำการปรับกล้ามเนื้อตาแบบกรีด

ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น

ความจริงแล้วไม่ใช่ปัญหาของการปรับกล้ามเนื้อตา แต่เป็นปัญหาของการทำตาสองชั้นแบบกรีด ปัจจุบันมักจะทำตาสองชั้นแบบกรีดร่วมกับการปรับกล้ามเนื้อตา ซึ่งหากแพทย์ที่มีประสบการณ์ไม่มากพอหรือแพทย์ที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางไปจัดการกับกล้ามเนื้อหลับตา (Orbicularis oculi muscle) มากเกินไป อาจทำให้เกิดความเสียหายได้

ภาพดวงตาจากเคสการปรับกล้ามเนื้อตา

หากกล้ามเนื้อหลับตาบริเวณใต้ชั้นตาสองชั้นได้รับความเสียหายมาก จะทำให้หลับตาไม่สนิท

ภาพอธิบายการปรับกล้ามเนื้อตา

ในกรณีนั้น อาจทำให้หลับตาไม่สนิทอย่างถาวร เกิดรอยแผลเป็นที่ตาจำนวนมาก หรือเกิดผลข้างเคียงต่างๆ ตามมา

อีกกรณีหนึ่งคือผู้ป่วยที่มีความอ่อนไหว (Sensitive)

โดยปกติแล้ว คนที่อ่อนไหวง่ายแค่เปลี่ยนแว่นตาก็อาจปวดหัว หรือแค่ดื่มกาแฟก็อาจทำให้ปวดศีรษะได้

ในกรณีเช่นนี้ พูดตามตรงว่าไม่มีทางแก้ที่ตายตัว ความจริงอาจไม่ได้เกิดจากการปรับกล้ามเนื้อตา แต่อาจเกิดจากการทำตาสองชั้นแบบกรีด หรือแม้แต่การปรับกล้ามเนื้อตาแบบไม่กรีดก็สามารถเกิดขึ้นได้

บางครั้งอาจไม่ได้เกิดจากการปรับกล้ามเนื้อตาแบบไม่กรีด แต่เกิดจากการทำตาสองชั้นแบบเย็บจุด (Buried suture method) หรือที่เรียกกันว่าการเย็บจิ้ม หากคุณเป็นคนที่อ่อนไหวง่าย ขอแนะนำว่าไม่ควรทำการผ่าตัดเลยจะดีกว่า

หากทำการผ่าตัดได้ดี สามารถพูดได้ว่า 99% ขึ้นไปจะไม่มีปัญหา ในทางการแพทย์ไม่มีอะไร 100% ดังนั้นผมขอเผื่อไว้ 1% ครับ

หากไม่จัดการเนื้อเยื่อมากเกินไประหว่างการผ่าตัด และไม่ทำการผ่าตัดซ้ำหลายครั้ง โดยเฉพาะการผ่าตัดครั้งแรกนั้นมีโอกาสสูงที่จะไม่มีปัญหาใหญ่ใดๆ ดังนั้นขอให้วางใจและเข้ารับการผ่าตัดกับศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญครับ

http://www.k-health.com/news/articleView.html?idxno=47914

ผมขอแนบบทความที่เคยให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ไว้ด้วยครับ